เครื่องมือเครือข่ายสังคม - เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอื่นๆ

สารบัญ

...Loading Table of Contents...

    บทนี้มีเป้าหมายเพื่อให้คุณรู้แนวทางตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเครือข่ายสังคมที่ได้รับความนิยม และรู้วิธีใช้งานให้ปลอดภัยมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าลดความไม่ปลอดภัยน่าจะดีกว่า บทนี้มีคำแนะนำที่เป็นขั้นตอนในการใช้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ รวมถึงคำแนะนำทั่วไปในการใช้ยูทูบและ Flickr

    เว็บไซต์เครือข่ายสังคมเหล่านี้ได้รับความนิยมสูงสุดและเป็นเครื่องมือที่มีการใช้งานกว้างขวาง เครือข่ายสังคมเหล่านี้มีบริษัทเอกชนเป็นเจ้าของซึ่งดังที่กล่าวไว้ในบทที่ 9 วิธีปกป้องตัวคุณและข้อมูลของคุณให้ปลอดภัยเมื่อใช้เว็บเครือข่ายสังคม บริษัทเหล่านี้มีรายได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้และขายให้กับนักโฆษณา การลงโทษขั้นรุนแรงของรัฐบาลจะมุ่งเป้าไปที่เว็บไซต์เหล่านี้เป็นอันดับแรก แล้วปิดกั้นการเข้าถึง นอกจากนี้บริษัทเหล่านี้ยังยอมทำตามแรงกดดันของรัฐบาลและเซ็นเซอร์เมื่อจำเป็น มันอาจจะคุ้มค่าที่จะหาทางเลือกอื่นนอกจากเว็บไซต์เหล่านี้ เช่น Diaspora Crabgrass Friendica Pidder หรือ SecureShare ที่ถูกออกแบบมาด้วยสำนึกในการปกป้องความปลอดภัยทางดิจิทัลและการเคลื่อนไหวทางสังคม Social Swarm iเป็นเว็บเครือข่ายสังคมที่เป็นถังความคิดซึ่งดำเนินการโดยองค์กรไม่แสวงหากำไร มีทั้งการอภิปราย การรณรงค์และสร้างการตระหนักรู้ในเรื่องความเป็นส่วนตัวของเครือข่ายสังคม และอาจจะมีข้อมูลที่มีประโยชน์ในการเรียนรู้

    อาจจะมีเว็บอื่นๆ ที่คล้ายกันและอาจจะได้รับความนิยมมากในหลายภูมิภาคที่คุณอยากจะค้นหาทางเลือกอื่นๆ ก่อนจะเลือกใช้เว็บใด มีสิ่งที่ต้องพิจารณาดังต่อไปนี้:

    1. มันเป็นการเชื่อมต่อด้วย SSL สำหรับผู้ใช้ทุกคนหรือไม่ มากกว่าเพียงแค่ขั้นตอนล็อกอิน มันมีปัญหาอะไรในการเข้ารหัสหรือไม่ เช่น ปัญหาที่เชื่อมโยงกับใบประกาศรับรองการเข้ารหัส
    2. อ่านข้อตกลงการใช้และนโยบายความเป็นส่วนตัวและการใช้ข้อมูลให้ดี ข้อมูลและเนื้อหาของคุณถูกปฏิบัติอย่างไร เว็บไซต์เหล่านี้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับใครบ้าง
    3. มีตัวเลือกของความเป็นส่วนตัวสำหรับผู้ใช้หรือไม่ คุณเลือกได้ไหมว่าจะเผยแพร่วิดีโอกับคนกลุ่มเล็กๆ อย่างปลอดภัย หรือว่าเว็บเหล่านั้นตั้งค่าเผยแพร่ต่อสาธารณะโดยปริยาย
    4. คุณรู้ไหมว่าที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของเซิร์ฟเวอร์ของบริษัทเหล่านี้อยู่ในเขตแดนประเทศไหน อยู่ในอำนาจศาลใด หรือบริษัทนี้จดทะเบียนที่ไหน คุณตระหนักไหมว่าข้อมูลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของกิจกรรมเกี่ยวกับอีเมลหรือข้อมูลอื่นๆ หรือไม่ เจ้าของเว็บไซต์จะมอบข้อมูลเหล่านี้ไปให้กับรัฐบาลหรือไม่ ถ้าพวกเขาได้รับการร้องขอ

    ใช้เฟซบุ๊กอย่างปลอดภัย

    เฟซบุ๊ก เป็นสื่อสังคมหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กที่คนนิยมใช้กันมากและสามารถเข้าถึงได้ทั่วโลก ดังนั้นความรู้เกี่ยวกับวิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนเฟซบุ๊กจึงสำคัญมาก

    โฮมเพจ

    สิ่งที่คอมพิวเตอร์ต้องมี

    ข้อมูลที่จำเป็นต้องอ่าน

    เวลาที่ใช้: 40 นาที

    ผลลัพธ์: - สามารถลดจำนวนข้อมูลส่วนตัวที่เป็นสาธารณะจากการใช้เฟซบุ๊ก - สามารถกำหนดได้ว่าจะให้ใครเข้าถึงรูปโปรไฟล์ สเตตัส รูป และข้อมูลอื่นๆ บนเฟซบุ๊กของเราได้ และสามารถเข้าถึงได้เมื่อใดบ้าง - สามารถลดจำนวนข้อมูลส่วนตัวที่แสดงต่อบุคคลที่สาม รวมไปถึงโฆษณาที่ซื้อบริการของต่างๆ เฟซบุ๊กและเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกัน

    1.1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเฟซบุ๊ก

    เฟซบุ๊กเป็นเว็บไซต์เครือข่ายสังคมหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก และสามารถเป็นเครื่องมือสำหรับสร้างเครือข่าย สื่อสาร จัดการ และนำเสนอประเด็นต่างๆ ในการทำงานสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊กก็เป็นแหล่งรวมข้อมูลที่สามารถให้โทษแก่นักสิทธิมนุษยชนด้วย ความรู้เกี่ยวกับวิธีการตั้งค่าบัญชีผู้ใช้และความเป็นส่วนตัวต่างๆ จึงสำคัญมาก

    รัฐบาลของสหรัฐอเมริกาจับตามองเฟซบุ๊กอย่างใกล้ชิด และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ารัฐบาลอื่นๆ ก็เช่นกัน ที่สำคัญคือ เงื่อนไขการให้บริการของเฟซบุ๊กระบุว่า เฟซบุ๊กจะให้ข้อมูลของผู้ใช้หากมีการขอข้อมูลตามกฎหมาย ซึ่งรวมไปถึงการสืบสวนของรัฐด้วย

    ต้องจำไว้เสมอว่า เฟซบุ๊กเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์กที่ค่อนข้างเปิด ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของเรา จึงขึ้นอยู่กับเพื่อนและคนที่เราติดต่อด้วยมาก การปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้จะช่วยให้รักษาความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยได้มากขึ้น แต่ก็จะไม่ได้ผลเต็มที่หากคนที่เราติดต่อด้วยในเฟซบุ๊กไม่ได้ปฏิบัติด้วย ดังนั้นเราจำเป็นต้องเผยแพร่ข้อแนะนำต่อไปนี้ออกไปให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัยของเราและคนอื่นๆ

    เราควรติดตามการเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเฟซบุ๊กเสมอ การตั้งค่าที่อยู่ในข้อแนะนำต่อไปนี้จะช่วยให้บัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กปลอดภัยมากขึ้น (เป็นการตั้งค่าความปลอดภัยของเฟซบุ๊กเมื่อเดือนพฤษภาคม 2012) อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามการอัปเดตค่าความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยและข้อแนะนำต่างๆ ที่เพจทางการของเฟซบุ๊กอย่างสม่ำเสมอ ที่ https://www.facebook.com/help/privacy

    หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายการใช้ข้อมูลของเฟซบุ๊ก สามารถดูอินโฟกราฟิกได้ที่เว็บไซต์ Me and My Shadow

    วิธีตั้งค่าบัญชีเฟซบุ๊กในเบื้องต้น

    เนื้อหา:

    2.0 วิธีสร้างบัญชีเฟซบุ๊ก

    เปิดเว็บบราวเซอร์ขึ้นมา (แนะนำให้ใช้ไฟร์ฟอกซ์ที่มีส่วนขยายด้านความปลอดภัย หรือเบราว์เซอร์ทอร์)พิมพ์ https://www.facebook.com ลงในช่องแอดเดรสด้านบน เพื่อเข้าสู่โฮมเพจของเฟซบุ๊ก ตัว s ใน แอดเดรส https หมายความว่า เรากำลังรับส่งข้อมูลผ่านการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส (มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าSecure Socket Layer - SSL).

    ขั้นตอนที่ 2 ใส่ชื่อ-นามสกุล อีเมล และรหัสผ่าน

    รูปที่ 2: ฟอร์มที่กรอกเรียบร้อยแล้ว

    หมายเหตุ ควรไตร่ตรองให้ดีว่าจะสร้างบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กโดยใช้ชื่อและนามสกุลจริงหรือไม่ การใช้ชื่อและนามสกุลจริงจะทำให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ประสงค์ร้ายพบเราได้ง่ายขึ้น การใช้ชื่อเล่นหรืออีเมล์ใหม่จะปลอดภัยกว่าและสามารถบอกเพื่อนๆ ได้ทีหลัง หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้อินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน สามารถอ่านได้ที่ บทที่8 รักษาความเป็นนิรนามและหลบเลี่ยงการปิดกั้นบนอินเทอร์เน็ต.

    หมายเหตุ: การตั้งรหัสผ่านสำคัญมาก รหัสผ่านที่ซับซ้อนเดายากจะทำให้ปลอดภัยมากกว่า อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตั้งรหัสผ่านได้ที่ บทที่ 3 สร้างและเก็บรหัสผ่านอย่างปลอดภัย.

    ขั้นตอนที่ 3 อ่านเงื่อนไขการให้บริการ และนโยบายการใช้ข้อมูล ของเฟซบุ๊กก่อนกดสมัคร เนื่องจากมีเนื้อหาเกี่ยวกับข้อมูลที่เราต้องให้เฟซบุ๊กและวิธีที่เฟซบุ๊กจะใช้ข้อมูลของเรา หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูอินโฟกราฟฟิกได้ที่เว็บไซต์ Me and My Shadow

    ขั้นตอนที่ 4 ในหน้า ค้นหาเพื่อนของคุณ เฟซบุ๊กจะขอให้คุณใส่อีเมลจากคนที่เราติดต่อด้วยทางอีเมล์ ข้อแนะนำคือให้ข้ามขั้นตอนนี้ไป**

    รูปที่ 3: หน้าค้นหาเพื่อนของคุณ

    ขั้นตอนที่ 5 ในหน้า กรอกข้อมูลเฟซบุ๊กจะขอให้เราให้ข้อมูล เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัยที่เราเรียน หรืองานที่เราทำอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลเหล่านี้ทำให้เพื่อนๆ ค้นหาเราได้ง่ายขึ้น แต่ก็ทำให้ผู้ประสงค์ร้ายคนหาเราได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ดังนั้นควรไตร่ตรองให้ดีก่อนใส่ข้อมูลดังกล่าว การใส่ข้อมูลปลอมอาจทำให้ค้นหาตัวเราได้ยากขึ้นซึ่งดีต่อความปลอดภัยของเรามากกว่า หรือจะข้ามขั้นตอนนี้ไปเลยก็ได้

    เฟซบุ๊กจะใช้ข้อมูลที่เราให้แนะนำเพื่อนให้เรา แน่นอนว่าเราต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนจะเป็นเพื่อนกับใครบนเฟซบุ๊กและไม่ควรเป็นเพื่อนกับคนที่เราไม่รู้จักและไม่ไว้ใจ

    ถ้ายังไม่อยากเป็นเพื่อนกับใครเลย ก็สามารถข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลยเช่นกัน

    รูปที่ 4: หน้ากรอกข้อมูล

    ขั้นตอนที่ 6 ในหน้าเพิ่มรูปภาพประจำตัว เฟซบุ๊กจะขอให้ใส่รูปด้วยการอัปโหลดหรือถ่ายรูปโดยใช้เว็บแคม

    รูปที่ 5: หน้าเพิ่มรูปภาพประจำตัว

    หมายเหตุ: ทั้งคนที่เป็นเพื่อนและไม่เป็นเพื่อนกับเราสามารถดูรูปภาพประจำตัว หรือรูปโปรไฟล์ และภาพหน้าปกบนเฟซบุ๊กของเราได้ไม่ว่าเราจะต้องค่าความเป็นส่วนตัวอย่างไรก็ตาม ดังนั้นต้องไตร่ตรองให้ดีก่อนจะเลือกรูปที่ใช้เป็นรูปภาพประจำตัวและภาพหน้าปก ไม่ควรใช้รูปที่ทำให้ผู้ไม่ประสงค์ดีรู้ว่าเป็นเรา เพื่อนของเรา ครอบครัวของเรา หรือเพื่อนร่วมงานและองค์กรของเรา

    เมื่อกดข้ามหรือ บันทึกและ ต่อไป แล้ว เราเช็คอีเมลที่เราให้กับเฟซบุ๊ก เพื่อยืนยันว่าอีเมลนั้นเป็นของเราจริงๆ จากนั้นเพจเฟซบุ๊กของเราก็เสร็จเรียบร้อย

    2.1 เทคนิคการตั้งค่าทั่วไปของบัญชี

    ขั้นตอนที่ 7 ในหน้าโฮมเพจของเฟซบุ๊ก คลิกลูกศรอันเล็กๆ ที่อยู่มุมขวาบน และเลือก Account Settings

    รูปที่ 6: เมนูการตั้งค่า

    เมื่อคลิกแล้วเราก็จะไปถึงหน้าเมนูการตั้งค่า แท็บแรกคือ ตั้งค่าทั่วไป (General Account Settings) ซึ่งเราสามารถเปลี่ยนชื่อ ชื่อผู้ใช้ อีเมล์ รหัสผ่าน เครือข่าย และภาษาได้

    รูปที่ 7: การตั้งค่าทั่วไป

    ขั้นตอนที่ 8 ควรไตร่ตรองให้ดีว่าจะสร้างบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กโดยใช้ชื่อและอีเมล์จริงหรือไม่ การใช้ชื่อและนามสกุลจริงจะทำให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่ประสงค์ร้ายพบเราได้ง่ายขึ้น การใช้ชื่อปลอมและอีเมล์ใหม่จะปลอดภัยกว่าและสามารถบอกเพื่อนๆ ได้ทีหลัง ชื่อและอีเมล์สามารถเปลี่ยนได้ง่ายๆ เพียงคลิกที่ชื่อหรืออีเมล์ในหน้านี้ ก็จะมีเมนูปรากฏขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีใช้อินเทอร์เน็ตโดยไม่เปิดเผยตัวตน สามารถอ่านได้ที่ บทที่ 8 รักษาความเป็นนิรนามและหลบเลี่ยงการปิดกั้นบนอินเทอร์เน็ต.

    รูปที่ 8: การตั้งชื่อ

    ขั้นตอนที่ 9 เราควร เปลี่ยนรหัสผ่านอยู่เสมอ อย่างน้อยทุก 3 เดือน และต้องจำไว้ด้วยว่าควรเลือกรหัสผ่านที่ซับซ้อนเดายากเพื่อบัญชีผู้ใช้และข้อมูลของเราปลอดภัย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมดูได้ที่ บทที่ 3สร้างและเก็บรหัสผ่านอย่างปลอดภัย.

    รูปที่ 9: การตั้งรหัสผ่าน

    ขั้นตอนที่ 10 เฟซบุ๊กให้เราร่วมเครือข่ายต่างๆ ได้ โดยขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เราให้ เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย ที่ทำงาน บ้านเกิด ที่อยู่อาศัย ซึ่งทำให้คนอื่นๆ ค้นหาเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าช่วยให้ผู้ประสงค์ร้ายพบเราได้ง่ายขึ้นเช่นกัน หากพิจารณาจากจำนวนผู้ใช้เฟซบุ๊ก เราไม่จำเป็นต้องร่วมเครือข่ายใดๆ เพื่อจะติดต่อกับคนที่เรารู้จักและไว้ใจเลย

    2.2 การตั้งค่าความปลอดภัยบนเฟซบุ๊ก

    ขั้นตอนที่ 11 คลิก เมนูด้านซ้ายเพื่อเปิดหน้าสำหรับตั้งค่าความปลอดภัย

    รูปที่ 10: หน้าการตั้งค่าความปลอดภัย

    ขั้นตอนที่ 12 คลิก แท็บSecure Browsing จะมีเมนูปรากฏขึ้น เลือกBrowse Facebook on a secure connection (https) when possible คลิก เพื่อให้เว็บเบราว์เซอร์ใช้ Secure Socket Layer (SSL) ทุกครั้งที่เข้าเฟซบุ๊ก**

    หมายเหตุ: SSL ไม่สามารถใช้กับห้องแชตส่วนตัวบนเฟซบุ๊กได้ หากจำเป็นต้องพูดคุยเกี่ยวกับเนื้อหาที่เป็นความลับ ไม่ควรใช้คุยบนเฟซบุ๊ก หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับวิธีแชตให้ปลอดภัย สามารถอ่านได้ที่บทที่ 7 รักษาความเป็นส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต.

    รูปที่ 11: ตัวเลือก Secure Browsing

    ขั้นตอนที่ 13 คลิก แท็บการแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบเพื่อเลือกว่าจะให้เฟซบุ๊กแจ้งเตือนเราหรือไม่เมื่อมีการล็อกอินเข้าเฟซบุ๊กของเราจากอุปกรณ์อื่นๆ ที่เราไม่เคยใช้มาก่อน เราสามารถรับการแจ้งเตือนเป็นอีเมลหรือข้อความ/การแจ้งเตือนแบบพุช

    รูปที่ 12: ตัวเลือกการแจ้งเตือนการเข้าสู่ระบบ

    ขั้นตอนที่ 14 เพื่อให้ปลอดภัยมากขึ้น เราสามารถเลือกให้จำเป็นต้องใช้รหัสรักษาความปลอดภัยทุกครั้งที่มีการล็อกอินเข้าบัญชีผู้ใช้ของเราด้วยอุปกรณ์ที่ไม่เคยใช้มาก่อนได้ โดยเฟซบุ๊กจะส่งรหัสรักษาความปลอดภัยมาที่โทรศัพท์มือถือของเรา

    หมายเหตุ หากเราต้องการใช้ตัวเลือกนี้ ก็จำเป็นจะต้องให้เบอร์โทรศัพท์ของเรากับเฟซบุ๊ก ซึ่งอาจเป็นข้อมูลที่ยืนยันว่าคุณเป็นเจ้าของบัญชีผู้ใช้ได้ ข้อดีของตัวเลือกนี้คือความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นจากการยืนยันตัวบุคคลที่ล็อกอิน ซึ่งช่วยให้ล็อกอินผ่านเครื่องมือที่ใช้หลบหลีกการตรวจจับ เช่น ทอร์ พร็อกซี่ VPN ได้สะดวกขึ้น

    หากเลือกใช้ตัวเลือกนี้ คลิก การอนุมัติการเข้าสู่ระบบ และทำตามขั้นตอนที่ระบุไว้

    รูปที่ 13: ตัวเลือกการอนุมัติการเข้าสู่ระบบ

    ขั้นตอนที่ 15 คลิกที่Active Sessions บนรูปที่ 10 ด้านบนเพื่อดูรายละเอียดว่ามีอะไรเกิดขึ้นกับเฟซบุ๊กบ้างซึ่่งคุณอาจจะลืมล็อกเอาท์ เช่น ในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ หรือคอมพิวเตอร์ของเพื่อน ดังนั้นทำให้สถานะนี้ใช้งานอยู่เสมอ

    รูปที่ 14: ตัวอย่างรายการการเข้าสู่ระบบหลายๆ รายการที่ยังไม่ได้ล็อกเอาท์

    เราจำเป็นต้องเลิกการล็อกอินเหล่านี้เพื่อความปลอดภัยของเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีรายการอุปกรณ์ที่ไม่ใช่ของเราหรือเราไม่รู้จัก วิธียกเลิกการล็อกอินคือคลิก หยุดกิจกรรม

    2.3 ผู้ติดตาม (followers)

    เฟซบุ๊กให้เราเลือกอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้คนอื่นๆ ติดตามการอัปเดตเนื้อหาต่างๆ บนเฟซบุ๊กของเรา โดยไม่ต้องเป็นเพื่อนเราได้ อย่างไรก็ตามตัวเลือกนี้ทำให้คนอื่นๆ เข้าถึงข้อมูลของเราได้ง่ายขึ้น วิธีที่ปลอดภัยที่สุดคือเลือกไม่อนุญาตให้คนอื่นๆ ที่ไม่ใช่เพื่อนติดตามการอัปเดตของเรา

    ขั้นตอนที่ 16 คลิก on the แท็บด้านซ้ายที่ปรากฏในรูปที่ 7 เพื่อตรวจสอบว่าตัวเลือกผู้ติดตามถูกเลือกไว้หรือไม่

    รูปที่ 15: ตัวเลือกการตั้งค่าผู้ติดตาม

    2.4 การตั้งค่าแอปพลิเคชั่น

    หลายคนใช้แอปพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงกับบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊ก เช่น เกมหรือสื่อต่างๆ

    ก่อนจะใช้แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ เราต้องอนุญาตให้แอปพลิเคชั่นนั้นๆ เข้าถึงข้อมูลบางอย่างของเราและของเพื่อนเรา ได้ก่อน ข้อมูลที่ว่านี้รวมไปถึงข้อมูลส่วนตัวอย่าง อายุ สถานที่ การศึกษา ข้อมูลความสัมพันธ์ส่วนตัว แนวคิดเกี่ยวกับศาสนาและการเมือง การอัปเดตสเตตัส และข้อมูลการติดต่อ เพื่อให้ข้อมูลของเราปลอดภัยที่สุด ไม่ควรใช้แอปพลิเคชั่นเหล่านี้เลย นอกเสียจากว่าเป็นแอปพลิเคชั่นที่ไว้วางใจได้จริงๆ

    เราสามารถลบแอปพลิเคชั่นต่างๆ ได้โดย:

    ขั้นตอนที่ 17 คลิก แท็บด้านซ้าย เพื่อดูรายการแอปพลิเคชั่นที่เชื่อมโยงกับบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กของเราอยู่

    รูปที่ 15: ตัวอย่างรายการแอปพลิเคชั่น

    ขั้นตอนที่ 18 คลิกที่แอปพลิเคชั่นที่ต้องการลบ

    รูปที่ 16: เมื่อคลิกที่แอปพลิเคชั่นจะมีข้อมูลของเราที่เจ้าของแอปพลิเคชั่นสามารถเข้าถึงได้ปรากฏขึ้น

    ขั้นตอนที่ 19 คลิกRemove App ที่ด้านขวาของเมนู

    วิธีตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

    เนื้อหาในหน้านี้:

    เฟซบุ๊กอนุญาตให้ผู้ใช้กำหนดค่าความเป็นส่วนตัวต่างๆ ของตัวเองได้มากขึ้น ตัวเลือกเหล่านี้เพิ่มความเป็นส่วนตัวของเราบนเฟซบุ๊กได้พอสมควรทีเดียว

    เพื่อแก้ไขการตั้งค่าและเครื่องมืความเป็นส่วนตัวบนเฟซบุ๊ก คลิกเมนูมุมขวาบนและเลือก ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว (Privacy Settings) จากนั้นจะมีเมนูต่างๆ ปรากฏ ซึ่งแนะนำให้เลือกค่าความปลอดภัย Custom Setting เพื่อให้เราสามารถกำหนดค่าความเป็นส่วนตัวได้มากที่สุด

    รูปที่ 1: หน้าการตั้งค่าและเครื่องมือความเป็นส่วนตัว

    3.1 ใครที่จะสามารถเห็นได้บ้าง

    ตัวเลือกในส่วนนี้ให้เรากำหนดว่าใครบ้างที่สามารถเห็นสิ่งต่างๆ ที่เราโพสต์บนไทม์ไลน์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นสเตตัส รูปภาพ หรือลิงก์ต่างๆ

    ขั้นตอนที่ 1 คลิก Edit Settings ในแถบใครสามารถเห็นโพสต์ในอนาคตของคุณได้บ้าง เพื่อกำหนดว่าจากนี้ไป หากเราโพสต์อะไรบนไทม์ไลน์ของเรา ใครสามารถเห็นสิ่งที่เราโพสต์ได้บ้าง ซึ่งแนะนำให้เลือกค่าความปลอดภัยแบบปรับปรุงให้เหมาะสมเพื่อให้เราสามารถกำหนดค่าความเป็นส่วนตัวได้มากที่สุด

    ขั้นตอนที่ 2 เปลี่ยนการตั้งค่าให้เป็น “เพื่อน(Friends)” เพื่อที่ว่ามีเพียงคนที่คุณรู้จักเท่านั้นที่จะเห็นหน้าเพจของคุณ คนอื่นๆ ไม่สามารถเข้าถึงได้จากทุกคน

    รูปที่ 2: ตัวเลือก ใครที่จะสามารถเห็นได้บ้าง (How you Connect options)

    3.2 ไทม์ไลน์และการแท็ก

    ตัวเลือกนี้กำหนดว่าใครสามารถโพสต์บนไทม์ไลน์ของเราและแท็กเราได้บ้าง และเมื่อมีคนแท็กเรา เราจะตรวจสอบก่อนให้ปรากฏบนไทม์ไลน์ของเราหรือไม่ การกำหนดค่าตรงนี้สำคัญมาก เนื่องจากช่วยลดโอกาสที่เพื่อนๆ หรือครอบครัวของเราจะเผยแพร่ข้อมูลที่เราต้องการเก็บเป็นความลับ

    ขั้นตอนที่3 คลิกเมนู Timeline and Tagging ตัวเลือกเพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวมากขึ้นจะปรากฏที่แถบเมนูด้านล่าง

    รูปที่3: เมนู Timeline and Tagging

    ขั้นตอนที่ 4 เลือก ว่าจะให้เฉพาะคุณหรือเพื่อนของคุณโพสต์บนไทม์ไลน์ของคุณได้

    หมายเหตุ ถ้าคุณตัดสินใจอนุญาตให้เพื่อนของคุณและคนในรายชื่อผู้ติดต่อของคุณโพสต์บนไทม์ไลน์ของคุณได้ คุณอาจจะตั้งค่าให้การโพสต์ของพวกเขาให้เห็นเฉพาะคุณเท่านั้น โดยตั้งค่าที่ Who can see what others post in your timeline เลือก Custom แล้วเลือก Make this visible to: Only me.

    ขั้นตอนที่ 5 เลือก Timeline Review ที่อนุญาตให้คุณตรวจสอบและรับรองโพสต์หรือรูปถ่ายที่คุณถูกแท็กได้ก่อนที่มันจะปรากฏบนไทม์ไลน์ของคุณ วิธีนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่าเพื่อนและครอบครัวจะไม่เปิดเผยตำแหน่งที่อยู่ หรือรายละเอียดส่วนตัวของคุณ

    ้เฟซบุ๊ก เริ่มมีเทคโนโลยี จดจำใบหน้า (facial recognition) ที่อนุญาตให้วิเคราะห์รูปถ่ายที่ดูเหมือนคุณ ในรูปของเพื่อนและผู้ติดต่อ และแนะนำ ให้แท็กคุณในภาพนั้น โดยธรรมชาติแล้ว สำหรับนักรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชนแล้ว ส่วนนี้อ่อนไหว ดังนั้นจึงแนะนำให้คุณยกเลิกตัวเลือกนี้

    ขั้นตอนที่ 6 คลิกตรงWho sees tag suggestions when photos that look like you are uploaded และเลือก No-one.

    รูปที่ 4: ตัวเลือกว่าจะให้ใครเห็นคำแนะนำการแท็กนี้บ้าง

    ขั้นตอนที่ 7 คลิก

    เฟซบุ๊ก อนุญาตให้คุณเลือกได้ว่าจะทำให้ไทม์ไลน์เก่า "หายไป" หลังจากเวลาผ่านไประยะเวลาหนึ่ง

    ขั้นตอนที่ 8 คลิก ที่ Manage Past Post Visibility ในแท็บ Limit the Audience for Past Posts

    รูปที่ 5: Past post visibility option

    ขั้นตอนที่ 9 คลิก ที่“Limit Old Posts”.

    รูปที่ 6: ตัวเลือก Limit old posts

    ขั้นตอนที่ 10 เลือก

    3.3 การตั้งค่าแอปพลิเคชั่นต่างๆ

    ดังที่กล่าวไปแล้วในข้อ 2.4 คือ แอปพลิเคชั่นหลายอย่างเข้าถึงข้อมูลทั่วไปของผู้ใช้และของเพื่อนๆ ของผู้ใช้ด้วย นั่นหมายความว่า อาจมีแอปพลิเคชั่นที่เข้าถึงข้อมูลของเราแม้เราไม่ได้ใช้ แต่เพื่อนใช้ ขั้นตอนต่อไปนี้จะทำให้แอปพลิเคชั่นที่เพื่อนๆ ใช้ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของเราได้

    ขั้นตอนที่ 11 คลิก Ads, Apps and Websites และตั้งค่าที่ How people bring your info to apps they use:

    รูปที่ 7: ตัวเลือกแอปพลิเคชั่น เกมส์ และเว็บไซต์

    คำแนะนำคือให้คุณเอาเครื่องหมายออกทุกกล่อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าข้อมูลของคุณได้รับการคุ้มครอง และหาไม่พบจากบุคคลที่สาม ที่เพื่อนของคุณใช้ จากนั้นคลิก .

    รูปที่ 8: ตัวเลือกดูว่าคนใช้ข้อมูลของคุณในแอปพลิเคชั่นอย่างไรOptions for how people bring your info into apps they use

    หน้า Instant Personalization ของเฟซบุ๊กยังอนุญาตให้บางเว็บไซต์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวที่เราเข้าชม สิ่งที่เว็บไซต์เหล่านี้ทำก็คือปรับเปลี่ยนเนื้อหาของเว็บให้ตรงกับความต้องการของคุณ แล้วก็สร้างประสบการณ์ให้ตรงกับประสบการณ์ส่วนตัว เพื่อให้ปลอดภัยมากขึ้น ถ้ามีการให้บริการเหล่านี้ในพื้นที่ของคุณ คุณควรยกเลิก

    ขั้นตอนที่ 12 คลิก ใน Instant Personalisation คลิก บนหน้าจอที่จะปรากฏเพื่ออธิบายว่าInstant Personalisation คืออะไร และที่ด้านล่างสุดของเพจ ให้แน่ใจว่าไม่มีการทำเครื่องหมายที่หน้ากล่อง Enable instant personalisation on partner websites

    รูปที่ 9 : ตัวเลือก Instant personalisation

    หนึ่งในวิธีการหาข้อมูลที่ง่ายที่สุดเกี่ยวกับใครสักคนหนึ่งคือการค้นหาชื่อในเสิร์ชเอนจิ้น อย่าง กูเกิล เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้บริษัทโฆษณาค้นหาคุณในเฟซบุ๊กได้ง่ายเกินไป ต้องแน่ใจว่าคุณได้เลิอกซ่อนการค้นหาจากเสิร์ชเอนจิ้นสาธารณะอย่าง Google Bing Yahoo เป็นต้น

    ขั้นตอนที่ 13 คลิก Edit Settings ใน Public Search แล้วเอาเครื่องหมายออกที่Enable Public Search.

    รูปที่ 10: ตัวเลือกค้นหาสาธารณะ

    ขั้นตอนที่ 14 คลิก เมื่อพร้อม

    3.4 Advertisements

    โฆษณาบนเฟซบุ๊ก: ไม่นานมานี้เฟซบุ๊กสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยชื่อหรือภาพถ่ายของคุณให้กับบริษัทโฆษณาที่เป็นบุคคลที่ 3 อย่างไรก็ตามก็ยังเปิดช่องไว้สำหรับอนาคต มันเป็นความคิดที่ดีในการเปลี่ยนการตั้งค่านี้เพื่อที่ว่ารายละเอียดเกี่ยวกับคุณจะยังคงมีความเป็นสว่นตัวอยู่ ในกรณีที่กฎเกณฑ์เรื่องการโฆษณาจะเปลี่ยนไปในอนาคต

    รูปที่ 11 : ตัวเลือกโฆษณา Advertisement

    ขั้นตอนที่ 15 คลิก ที่ Edit Settings ใน Ads

    ขั้นตอนที่ 16 คลิก Edit third party ad settings ในThird Party Ads.

    ขั้นตอนที่ 17 ในเมนูด้านล่าง If we allow this in the future, show my information to:เลือก No-one.

    ขั้นตอนที่ 18 คลิก .

    ขั้นตอนที่ 19 ใน Ads and friends, คลิก Edit social ad settings.

    ขั้นตอนที่ 20 ในตอนล่างของหน้า ข้างๆ Pair my social actions with ads for: เลือกNo-one.

    ขั้นตอนที่ 21 คลิก

    ใช้ทวิตเตอร์อย่างปลอดภัย

    ทวิตเตอร์ เป็นเครือข่ายสังคมที่ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อความหรือ สเตตัสที่มีความยาวไม่เกิน 140 ตัวอักษร โดยแต่เดิมนั้นเป็นการอัปเดตสเตตัสเพื่อตอบคำถามที่ว่า “ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่?” แต่ปัจจุบันทวิตเตอร์ได้พัฒนากลายเป็นช่องทางสำหรับเผยแพร่ข้อมูลต่างๆ หลากหลายรูปแบบ ทวิตเตอร์แตกต่างจากเฟซบุ๊ก โดยผู้ใช้ทวิตเตอร์จะติดตามคนที่ตัวเองสนใจ ไม่ใช่คนที่รู้จักกันในชีวิตจริง

    โฮมเพจ

    สิ่งที่คอมพิวเตอร์ต้องมี

    • อินเทอร์เน็ต
    • เว็บบราวเซอร์ของไฟร์ฟอกซ์ (Firefox) ](/th/firefox_main) หรือ ทอร์

    ข้อมูลที่จำเป็นต้องอ่าน

    เวลาที่ใช้: 40 นาที

    ผลลัพธ์:

    • สามารถลดจำนวนข้อมูลส่วนตัวที่เป็นสาธารณะจากการใช้ทวิตเตอร์
    • สามารถกำหนดได้ว่าใครเข้าถึงสเตตัส รูป และข้อมูลอื่นๆ ที่เราแชร์ผ่านทวิตเตอร์
    • สามารถลดจำนวนข้อมูลส่วนตัวที่แสดงต่อบุคคลที่สาม

    1.1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับทวิตเตอร์

    ในข้อตกลงการใช้บริการทวิตเตอร์กล่าวว่า “ตามข้อตกลงนี้ คุณอนุญาตให้ทวิตเตอร์เผยแพร่ทวีตของคุณไปทั่วไปโลกและให้คนอื่นๆ ทำเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามเนื้อหาของคุณยังคงเป็นของคุณ” ยิ่งไปกว่านั้นทวิตเตอร์สงวนสิทธิ์ในการให้ข้อมูลของเรากับรัฐบาลหากมีการร้องขอ

    แม้ว่าทวิตเตอร์จะเป็นเว็บไซต์ แต่คนจำนวนมากใช้ทวิตเตอร์ผ่านคอมพิวเตอร์และแอปพลิเคชั่นซึ่งเรียกว่า Twitter Clients บนสมาร์ตโฟน หาก หากเราทวิตเตอร์ผ่าน Twitter Client เราต้องแน่ใจว่ากำลังเชื่อมต่ออยู่กับเว็บไซต์ของทวิตเตอร์อย่างสมบูรณ์ที่สุด โดยต้องผ่านการเข้ารหัสด้วย หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่หัวข้อ ทำให้อีเมลของคุณปลอดภัย ใน รักษาความเป็นส่วนตัวบนอินเทอร์เน็ต.

    ยิ่งไปกว่านั้นทวิตเตอร์ก็เช่นเดียวกับเฟซบุ๊ก คือ มีคนใช้ทวิตเตอร์มากมายโดยเชื่อมโยงกับเว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ จำนวนมากเพื่ออัพเดตสเตตัส แชร์รูป สถานที่ ลิงก์ และอื่นๆ อีกมากมาย การใช้แอปพลิเคชั่นเหล่านี้ทำให้ระดับความปลอดภัยต่ำลงมาก ดังนั้นการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวบนแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ใช้ร่วมด้วยก็สำคัญเช่นกัน และต้องตั้งค่าให้มีความปลอดภัยมากที่สุด

    กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกาจับตาดูทวิตเตอร์และเครือข่ายสังคมอื่นๆ อย่างใกล้ชิด และเป็นไปได้ว่ารัฐบาลอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน

    หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นโยบายความเป็นส่วนตัวของทวิตเตอร์ สามารถดูอินโฟกราฟฟิกได้ที่เว็บไซต์Me and My Shadow

    วิธีตั้งค่าบัญชีทวิตเตอร์เบื้องต้น

    2.1 การตั้งค่าเบื้องต้นของทวิตเตอร์

    การตั้งค่าเบื้องต้นของทวิตเตอร์** ให้เราเลือกได้ว่าจะใครค้นหาเราบนทวิตเตอร์ได้บ้าง ใครสามารถอ่านทวิตเตอร์ของเราได้ ข้อมูลใดบ้างที่เราให้เป็นสาธารณะ ซึ่งรวมไปถึงเวลาที่เราใช้ทวิตเตอร์ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ด้วย

    รูปที่ 1: ตัวเลือก

    ขั้นตอนที่ 1 คลิกไอคอนรูปเกียร์ที่มุมขวาบน และเลือกการตั้งค่า

    ขั้นตอนที่ 2 ด้านบนสุดของหน้าการตั้งค่าจะเป็นการตั้งค่าชื่อบัญชีและอีเมล ไตร่ตรองให้ดีก็เลือกว่าจะใช้ชื่อจริงหรือชื่อปลอม และใช้อีเมลไหน

    รูปที่ 2: การตั้งค่าชื่อบัญชีและอีเมล

    ขั้นตอนที่ 3ที่เมนูด้านซ้ายมือ คลิกแท็บ ความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ในส่วนการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ทวิตเตอร์ให้เลือกได้ว่าจะใส่ที่อยู่ของเราเข้าไปในทวีตหรือไม่ การใส่ที่อยู่ของเราเข้าไปในทวีตทำให้มีปัญหาเรื่องความปลอดภัยหลายอย่าง เช่น ถ้าเราไม่อยู่บ้าน ก็อาจมีผู้ไม่ประสงค์ดีบุกเข้าไปบ้านหรือที่ทำงานของเราได้ ดังนั้นข้อแนะนำคือ ให้คลิกเพื่อเอาเครื่องหมายถูกออกจากช่องนี้

    รูปที่ 3: ตัวเลือกการแบ่งปันสถานที่ที่เราอยู่

    ขั้นตอนที่ 4 คลิก เพื่อลบที่อยู่ที่เราเคยแบ่งปันทั้งหมดออกจากทวีต

    ขั้นตอนที่ 5 ทวิตเตอร์ตั้งค่าให้คนทุกคนสามารถเข้าถึงทวีตของเราได้ รวมไปถึงคนที่ไม่ติดตามเราหรือไม่มีบัญชีทวิตเตอร์ด้วย รัฐบาลส่วนใหญ่ หรืออาจจะทุกรัฐบาล ติดตามดูทวิตเตอร์อย่างใกล้ชิด และมีนักสิทธิมนุษยชนถูกฟ้องร้องจากการทวีตหลายกรณีแล้ว ดังนั้นในส่วน “ความเป็นส่วนตัวของทวีต” เราจึงควรเลือก ป้องกันทวีตของฉัน ซึ่งจะอนุญาตให้คนที่ติดตามเราเท่านั้นสามารถอ่านทวีตของเราได้ และเรายังสามารถเลือกใครติดตามเราหรือไม่ก็ได้ อย่างไรก็ตามต้องจำไว้เสมอว่าทวิตเตอร์สงวนสิทธิ์ที่จะให้ข้อมูลของเรากับเจ้าหน้าที่หากมีการร้องขอ

    รูปที่ 4: ตัวเลือก “ป้องกันทวีตของฉัน”

    ขั้นตอนที่ 6 ทวิตเตอร์ให้บริการ “การทำให้เป็นส่วนบุคคล (personalization)” ซึ่งทวิตเตอร์จะสังเกตว่าเราเข้าเว็บไซต์อะไรที่มีปุ่มหรือวิดเจ็ตของทวิตเตอร์บ้าง ทวิตเตอร์จะใช้ข้อมูลนี้เลือกคนหรือองค์กรที่เราอาจอยากติดตาม หากตัวเลือกนี้ถูกเปิดอยู่ ข้อแนะนำคือให้ปิดตัวเลือกนี้ และหากทำได้ควรใช้ตัวเลือก DoNotTrack ของไฟร์ฟอกซ์ด้วย เพื่อให้ข้อมูลการเข้าถึงเว็บไซต์ต่างๆ ของเราเป็นความลับมากที่สุด

    ขั้นตอนที่ 7 ทวิตเตอร์ ให้คุณใช้การเข้ารหัสที่ปลอดภัยด้วยSecure Socket Layer (SSL) ด้วยการเชื่อมต่อแบบ HTTPS ที่ป้องกันไม่ให้บุคคลอื่น "ดักจับ" เนื้อหาในการสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์ของคุณกับทวิตเตอร์ ได้ โปรดดูว่าข้อความ Always use HTTPS มีเครื่องหมายถูก

    รูปที่ 5: ตัวเลือก HTTPS

    หมายเหตุ จำไว้ว่าการตั้งค่านี้ใช้ได้เมื่อใช้ ทวิตเตอร์ ผ่านเว็บเบราว์เซอร์ เช่น ไฟร์ฟอกซ์ ถ้าคุณใช้ Twitter Client เช่น HootSuite หรือแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ของสมาร์ตโฟน คุณจะต้องเปลี่ยนการตั้งค่าใหม่ในแต่ละแอปพลิเคชั่นเพื่อทำให้ระบบ SSL ทำงาน และตัวเลือกนี้ ใช้ไม่ได้กับทุกแอปพลิเคชั่น

    ขั้นตอนที่8 คลิก

    ทวิตเตอร์ clients และ แอปพลิเคชั่น

    เนื้อหา:

    2.0 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ clients และแอปพลิเคชั่น

    ผู้ใช้ ทวิตเตอร์ สามารถใช้แอปพลิเคชั่นอื่นๆ เช่น แอปพลิเคชั่นเครือข่ายสังคมและแอปพลิเคชั่นสำหรับแชร์รูปภาพร่วมกับบัญชีทวิตเตอร์ได้ เช่น การแชร์รูปภาพผ่านแอปพลิเคชั่นอย่าง TwitPic YFrog หรือ Flickr เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ดังที่ได้กล่าวไว้แล้วใน บทที่ 9 ปกป้องตัวคุณและข้อมูลของคุณเมื่อใช้เว็บไซต์เครือข่ายสังคม เราจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งเมื่อใช้ข้อมูลส่วนตัวของเรากับเครือข่ายสังคมหลายๆ แห่ง เครือข่ายสังคมแต่ละแห่งมีเงื่อนไขการให้บริการ นโยบายความเป็นส่วนตัว และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างกันไป ดังนั้นแม้ข้อมูลของเราจะเป็นความลับเมื่ออยู่บนทวิตเตอร์ แต่ก็อาจเป็นสาธารณะบนเครือข่ายสังคมอื่นๆ และทำให้คนอื่นสามารถตามหาเราได้ง่ายๆ เว็บไซต์และแอปพลิเคชั่นเหล่านี้มีอยู่มากมาย แต่ที่อยู่ในคู่มือนี้มีเพียงไม่กี่อย่าง ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องศึกษาเกี่ยวกับการตั้งค่าความปลอดภัยของแอปพลิเคชั่นที่เราจะใช้เชื่อมต่อกับทวิตเตอร์โดยละเอียดถี่ถ้วน หากเห็นว่าไม่ปลอดภัย ก็ควรลบข้อมูลของตัวเองและตัดการเชื่อมต่อกับทวิตเตอร์ทันที

    หากต้องการตัดการเชื่อมของแอปพลิเคชั่นกับทวิตเตอร์ให้ทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    ขั้นตอนที่ 1 ไปที่เมนูการตั้งค่าในบัญชีทวิตเตอร์ของเรา และคลิกแท็บ แอป ในเมนูด้านซ้ายมือ

    รูปที่ 1: เมนูการตั้งค่า

    ขั้นตอนที่ 2 รายการแอปพลิเคชั่นต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับบัญชีทวิตเตอร์ของเราจะปรากฏขึ้น เลือกแอปพลิเคชั่นที่ต้องการจะยกเลิกการเชื่อมต่อ และคลิก ยกเลิกการเข้าถึง .

    รูปที่ 2: ตัวอย่างรายการแอปพลิเคชั่น

    2.1 TwitPic

    ผู้ใช้ทวิตเตอร์หลายคนใช้เว็บไซต์ TwitPic เป็นคลังเก็บรูปภาพสำหรับแชร์บนทวิตเตอร์ สิ่งแรกที่ต้องรู้คือTwitPic ไม่ใช่กิจการของทวิตเตอร์ มีเงื่อนไขการให้บริการและนโยบายความเป็นส่วนตัวที่แตกต่างจากทวิตเตอร์ TwitPicไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ซ่อนรูปโปรไฟล์หรือรูปอื่นๆ ที่อัพโหลดแล้ว นั่นคือ รูปทั้งหมดที่เราอัพโหลดขึ้นบน TwitPic จะเป็นสาธารณะโดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าใดๆ ได้ หากเราใช้ชื่อบัญชีเดียวกันกับบัญชีทวิตเตอร์ ผู้ไม่ประสงค์ดีสามารถพบเราและเข้าถึงรูปที่เราอัพโหลดไว้บน TwitPic ได้โดยง่าย

    TwitPic อนุญาตให้ผู้ใช้คนอื่นๆ แท็กเราในรูปได้ ตัวเลือกนี้ทำให้ข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของเราปลอดภัยน้อยลง เพราะรูปและข้อมูลที่เราต้องการเก็บเป็นความลับอาจถูกเผยแพร่สู่สาธารณะโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นเราจึงไม่ควรอนุญาตให้คนอื่นแท็กเราได้

    ขั้นตอนที่ 1 คลิก Settings ในเมนูด้านขวาบน

    รูปที่ 3: เมนูบนโฮมเพจของ TwitPic

    ขั้นตอนที่ 2 ในส่วนการตั้งค่า ความเป็นส่วนตัว คลิกเพื่อเอาเครื่องหมายถูกออกจากตัวเลือก Allow others to tag my photos และคลิก Save Changes

    รูปที่ 4: ตัวเลือกการแท็ก

    ถ้าต้องการลบรูปที่ไม่ปลอดภัยออกจาก TwitPic ให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    ขั้นตอนที่ 3. คลิก Profile ที่เมนูมุมขวาบน

    ขั้นตอนที่ 4 คลิก Delete ข้างๆ รูปที่ต้องการลบ

    รูปที่ 5: ตัวเลือกรูป

    หากต้องการลบบัญชีTwitPicให้ทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    ขั้นตอนที่ 5 คลิก Settings ในเมนูด้านขวาบน

    ขั้นตอนที่ 6. ในส่วน Delete Account พิมพ์ข้อความที่ปรากฏใน "captcha" ลงในช่องว่างใต้รูป

    รูปที่ 6: รูป "captcha" ที่ปรากฏก่อนเราจะลบบัญชี

    ขั้นตอนที่ 7 คลิก .

    2.2 YFrog

    YFrog เป็นกิจการของImageShack corporation

    รูปทั้งหมดบน YFrog เป็นสาธารณะและไม่สามารถตั้งค่าให้เป็นอย่างอื่นได้ ตามเงื่อนไขการให้บริการของ ImageShack เราสามารถยกเลิกสิทธิ์ของ ImageShack ในการเผยแพร่รูปของเราได้ด้วยการติดต่อ ImageShack โดยตรง โดยอาจใช้เวลานานถึง 24 ชั่วโมงก่อนที่คำขอนั้นจะเป็นผล

    อย่างไรก็ตาม หากเราป้องกันทวีตบนทวิตเตอร์ของเรา ทวีตก็จะไม่ปรากฏบนบัญชี YFrog แม้ว่ารูปจะยังปรากฏบน YFrog ก็ตาม

    YFrog อนุญาตให้ผู้ใช้คนอื่นๆ แท็กเราในรูปได้ ตัวเลือกนี้ทำให้ข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของเราปลอดภัยน้อยลง เพราะรูปและข้อมูลที่เราต้องการเก็บเป็นความลับอาจถูกเผยแพร่สู่สาธารณะโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นเราจึงไม่ควรอนุญาตให้คนอื่นแท็กเราได้

    ขั้นตอนที่ 1 คลิกลูกศรที่มุมขวาบน และเลือกSettings

    รูปที่ 7: ตัวเลือกการตั้งค่าของ YFrog

    เราจะไปสู่หน้าการตั้งค่าของ YFrog

    รูปที่ 8: เมนูการตั้งค่าของ

    ขั้นตอนที่ 2 ใต้หัวข้อ “Photo tagging” (ดังที่แสดงในรูปข้างล่างนี้) คลิก Change aและคลิกเพื่อเอาเครื่องหมายถูกออกจากกล่องหน้าข้อความ People can tag me in their photos

    รูปที่ 9: ตัวเลือกการแท็กรูป

    หากต้องการลบบัญชี YFrog กลับไปที่หน้าเมนูการตั้งค่า และทำตามขั้นตอนต่อไปนี้

    ขั้นตอนที่ 3 ในหน้าการตั้งค่า คลิก Delete ข้างๆ ตัวเลือก Delete account option. YFrogจะให้เราใส่รหัสผ่าน

    ขั้นตอนที่ 4 ใส่รหัสผ่านและคลิก.

    2.3 HootSuite

    HootSuite เป็น client ทวิตเตอร์ที่ได้รับความนิยมสูงมาก HootSuite ให้เราใช้และจัดการบัญชีทวิตเตอร์ได้ครั้งละหลายๆ บัญชีพร้อมๆ กัน ตั้งเวลาทวีต วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ บนบัญชีทวิตเตอร์แต่ละบัญชี และช่วยให้การใช้ทวิตเตอร์ในองค์กรสะดวกขึ้น

    ขั้นตอนที่ 1 การตั้งค่าเริ่มต้นของ HootSuite จะไม่ใช่การเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส (Secure Socket Layer หรือรู้จักกันว่าHTTPS) อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถเลือกให้ HootSuite ใช้การเชื่อมต่อแบบเข้ารหัสได้ คลิก Settings ในเมนูด้านซ้ายมือจากนั้นคลิก Account.

    รูปที่ 10: หน้าแรกของ HootSuite

    ขั้นตอนที่ 2 ในหน้าเมนู Account Preferences คลิก Preferences.

    Figure 11: ตัวเลือกของ HootSuite.

    ขั้นตอนที่ 3: คลิก Click .

    2.4 แอปพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน

    Clients และแอปพลิเคชั่นจำนวนหนึ่ง รวมทั้งที่กล่าวถึงไปแล้ว มีให้ใช้บนสมาร์ตโฟน อย่างไอโฟน แอนดรอยด์ แบล็คเบอรี่ และวินโดวส์โฟนส์ด้วย ต้องจำไว้เสมอว่าสมาร์ตโฟนยังคงมีความบกพร่องในแง่ของความปลอดภัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การใช้แอปพลิเคชั่นต่างๆ บนสมาร์ตโฟนอาจปลอดภัยน้อยกว่าใช้บนคอมพิวเตอร์ ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น อาจไม่สามารถใช้การเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส หรือ SSL ได้ ทำให้ทวีตของเราถูกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ บทที่ 11

    YouTube

    ยูทูบ (Youtube) ช่วยให้คนหลายล้านทั่วโลกดูวีดีโอของเราได้ อย่างไรก็ตาม ยูทูบ เป็นของกูเกิล หากกูเกิลพบว่าวีดีโอของเรามีปัญหาหรือสร้างความไม่พอใจ กูเกิลจะลบวีดีโอของเรา นั่นหมายความว่า ยูทูบไม่ใช่ที่ที่เหมาะสำหรับเก็บวีดีโอ นอกจากนี้กูเกิลยังยอมลบวีดีโอหากถูกกดดันเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ยูทูบถูกเซ็นเซอร์ ดังนั้นหากต้องการให้คนอื่นดูวีดีโอของเราได้ – ให้แบ่งปันวีดีโอนั้นบนยูทูบ แต่อย่าใช้ยูทูบเป็นที่เก็บวีดีโอ

    กูเกิล จะบันทึกชื่อผู้ใช้และสถานที่ของวีดีโอแต่ละอันที่อัพโหลดและมีคนดู ทำให้สามารถติดตามผู้ที่อัพโหลดวีดีโอได้

    สิ่งที่เราโพสต์บน ยูทูบ จะเป็นสมบัติของเรา แต่กูเกิลจะได้สิทธิ์ในการเผยแพร่เนื้อหานั้นๆ

    มีรายงานว่า ในหลายประเทศ ประชาชนไม่สามารถเข้าถึง ยูทูบ ได้ จีน (ตั้งแต่ปี 2009) พม่า (มีนาคม 2010 ถึงสิงหาคม 2011) อิหร่าน (ตั้งแต่มกราคม 2011) ลิเบีย (กุมภาพันธ์ถึงสิงหาคม 2011) ซีเรีย (ตั้งแต่มิถุนายน 2011) อุซเบกิสถาน (ตั้งแต่สิงหาคม 2011) ตูนีเซีย เติร์กเมนิสถาน และตุรกี

    เราสามารถดูข้อมูลเหล่านี้ได้ รายงานความโปร่งใส (Transparency Report) ของกูเกิล

    หากต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายความเป็นส่วนตัวของกูเกิลสามารถดูอินโฟกราฟิกได้ที่เว็บไซต์ Me and My Shadow

    ข้อแนะนำในการใช้ยูทูบ

    • ห้ามโพสต์วีดีโอจนกว่าบุคคลในวีดีโอจะอนุญาตให้เราเผยแพร่วีดีโอนั้นได้ นอกจากนี้ยังควรไตร่ตรองผลที่อาจเกิดจากวีดีโอก่อนโพสต์

    • เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น เราควรเข้าถึงยูทูบ ผ่านการเข้ารหัส (SSL) โดยพิมพ์ https ://www.youtube.com นช่องแอดเดรสของเว็บเบราว์เซอร์ หรือใช้**ไฟร์ฟอกซ์*](/th/firefox_main)ที่มีส่วนเพิ่มเติม เช่นHTTPS Everywhere

    • หากมีคนในวีดีโอที่ไม่ต้องการเปิดเผยตัว เช่น ผู้ชุมนุม เราสามารถใช้เครื่องมือของ ยูทูบเซ็นเซอร์ใบหน้าของบุคคลนั้นได้ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม ที่นี่

    • ถึงแม้จะอัพโหลดวีดีโอขึ้นกูเกิลหรือ ยูทูบก็ควรมีวีดีโอนั้นเก็บไว้สำรองด้วย

    • เราสามารถกำหนดความเป็นส่วนตัวของวีดีโอแต่ละอัน เพื่อเลือกแชร์กับคนบางคนเท่านั้นได้ด้วย

    บริการอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกับยูทูบ

    หากไม่ต้องการให้วีดีโอมีความเชื่อมโยงกับ บัญชีกูเกิลเราสามารถใช้บริการอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกับยูทูบได้เช่นVimeoในประเทศที่มีขนาดเล็ก คนใช้บริการ Vimeoมากกว่ายูทูบ เช่นเดียวกับยูทูบ Vimeo ให้ตัวเลือกการเชื่อมต่อผ่านการเข้ารหัส SSL และให้ผู้ใช้สามารถตั้งค่าความเป็นส่วนตัวได้หลากหลาย และสามารถกำหนดลิขสิทธิ์ให้กับวีดีโอด้วย เว็บไซต์อื่นๆ อาจรับความนิยมในระดับที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ ดังนั้นเราสามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเว็บไซต์นั้นๆ และควรตอบคำถามต่อไปนี้

    1. เว็บไซต์ดังกล่าวมีตัวเลือกการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส SSL หรือไม่? มีปัญหาเกี่ยวกับการเข้ารหัส เช่น ปัญหาเกี่ยวกับใบอนุมัติ SSL หรือไม่?
    2. เราควรอ่านข้อตกลงเกี่ยวกับสัญญาของผู้ใช้บริการ นโยบายความเป็นส่วนตัว หรือนโยบายการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการโดยละเอียด เพื่อให้รู้แน่ว่าผู้ให้บริการจะนำเนื้อหา รูป และข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้อย่างไร? แบ่งปันกับใคร?
    3. มีตัวเลือกความเป็นส่วนให้ผู้ใช้หรือไม่? เราสามารถเลือกที่จะแบ่งปันวีดีโอกับคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ได้หรือไม่ หรือต้องแบ่งปันกับทุกคนเท่านั้น?
    4. หากเราต้องการโพสต์รูปที่มีความอ่อนไหว เช่น การประท้วง เว็บไซต์ผู้ให้บริการมีตัวช่วยที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับคุณ เช่น การเบลอใบหน้าของคนในรูปหรือไม่?
    5. เรารู้หรือไม่ว่าข้อมูลนี้เชื่อมโยงกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของกิจกรรมและข้อมูลของอีเมลของเราอย่างไร? เจ้าของเว็บไซต์จะให้ข้อมูลของเรากับรัฐหรือไม่ หากมีการร้องขอ?

    Flickr

    การใช้งาน: แบ่งปันรูปภาพ/วีดีโอ และเนื้อหาต่างๆ บนอินเทอร์เน็ต

    Flickr เป็นของ Yahoo! แต่ก็อำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถล็อกอินผ่านบัญชีกูเกิลหรือเฟซบุ๊กได้

    ข้อมูลที่เราโพสต์บน Flickr จะยังคงเป็นของเรา และเราสามารถใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์หรือลิขสิทธิ์ได้ นั่นคือเราให้สิทธิ์ Yahoo! เผยแพร่รูป วีดีโอ และเนื้อหาอื่นๆ ที่เราแบ่งปันบน Flickr

    ด้วยสัญญาลักษณะนี้ Flickr จึงเป็นแหล่งรวมรูปภาพสำหรับใช้ในการณรงค์ต่างๆ และช่วยให้แบ่งปันรูปภาพกับเพื่อนร่วมงาน พันธมิตร และสมาชิกเครือข่ายของเราได้ง่ายขึ้น

    หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ นโยบายความเป็นส่วนตัวของ Yahoo! สามารถดูอินโฟกราฟิกได้ที่ เว็บไซต์ Me and My Shadow

    ข้อแนะนำให้การใช้ Flickr

    • ตรวจสอบให้แน่ใจว่า Flickr ไม่แสดงข้อมูลที่เราต้องการให้เป็นความลับ แต่อาจถูกกล้องดิจิตอลของเราบันทึกไว้ (metadata) เช่น วันที่ เวลา ตำแหน่งจีพีเอส รุ่นของกล้องดิจิตอลที่ใช้ ฯลฯ

    • ห้ามโพสต์รูปคนบน Flickr โดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าตัวก่อน และหากต้องการโพสต์ต้องแน่ใจว่าคนนั้นๆ ยินยอมให้เผยแพร่รูปของเขาได้ภายใต้เงื่อนไขลิขสิทธิ์แบบที่เราจะเลือกใส่ให้รูปของเขา

    กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐฯ เฝ้าดูความเคลื่อนไหวบน Flickr และเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ารัฐบาลอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกัน

    บริการอื่นๆ ที่คล้าย Flickr

    หากเราไม่ต้องการใช้รูปของเรากับบัญชี Yahoo, กูเกิลหรือเฟซบุ๊ก ก็สามารถใช้บริการอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกับ Flickr ได้ โดยอาจมีเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมในแต่ละพื้นที่แตกต่างกันไป อย่างไรก็ตาม ก่อนเลือกใช้งานบริการของเว็บไซต์ควรศึกษาประเด็นต่อไปนี้ให้ชัดเจนก่อน

    1. เว็บไซต์ดังกล่าวมีตัวเลือกการเชื่อมต่อแบบเข้ารหัส SSL หรือไม่ มีปัญหาเกี่ยวกับการเข้ารหัส เช่น ปัญหาเกี่ยวกับใบอนุมัติ SSL หรือไม่
    2. เราควรอ่านข้อตกลงเกี่ยวกับสัญญาของผู้ใช้บริการ นโยบายความเป็นส่วนตัว หรือนโยบายการใช้ข้อมูลของผู้ให้บริการโดยละเอียด เพื่อให้รู้แน่ว่า ผู้ให้บริการจะนำเนื้อหา รูป และข้อมูลส่วนตัวของเราไปใช้อย่างไร แบ่งปันกับใคร
    3. มีตัวเลือกความเป็นส่วนให้ผู้ใช้หรือไม่ เราสามารถเลือกที่จะแบ่งปันรูปภาพกับคนเพียงกลุ่มเล็กๆ ได้หรือไม่ หรือต้องแบ่งปันกับทุกคนเท่านั้น 4.เราต้องการโพสต์รูปที่มีความอ่อนไหว เช่น การประท้วง เว็บไซต์ผู้ให้บริการมีตัวช่วยที่เพิ่มความปลอดภัยให้กับคุณ เช่น การเบลอใบหน้าของคนในรูป หรือไม่
    4. เรารู้หรือไม่ว่า ที่ตั้งของเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอยู่ที่ไหน และบริษัทนั้นๆ อยู่ภายใต้กฎหมายของใคร มีรายละเอียดเช่นไร? เรารู้หรือไม่ว่าข้อมูลนี้เชื่อมโยงกับความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของกิจกรรมและข้อมูลของอีเมล์ของเราอย่างไร เจ้าของเว็บไซต์จะให้ข้อมูลของเรากับรัฐหรือไม่ หากมีการร้องขอ